| Question & Answer |
| |
|
| |
Q : ท่าน...ได้ประโยชน์อะไรจากการเรียนใน โรงเรียนภาษี |
| |
A : 1. ได้นักบริหารภาษี (Tax Controller) ... ที่สามารถแก้ปัญหาภาษีทั่วไป ได้อย่างถูกต้องกว่า 90% |
| |
2. สามารถจัดตั้งแผนกภาษีอากร คู่กับแผนกบัญชีเพื่อแบ่งแยกหน้าที่ ตามความถนัด เพราะเป็นงานต่างด้านต่างกฎหมาย |
| |
3. ประหยัดภาษี... จากการปฎิบัติถูกต้อง (ไม่โดนเบี้ยปรับ/เงินเพิ่ม), ลดโอกาส
การถูกเรียกตรวจภาษี สามารถวางระบบภาษี / วางแผนภาษีได้อย่างเหมาะสม |
| |
4. วุฒิบัตร... ที่ได้รับจากโรงเรียนภาษี... มีคุณค่าในตัวเอง และเป็นที่ยอมรับในวงการ... สามารถเป็นใบเบิกทางในวิชาชีพ/หน้าที่การงานของนักศึกษาของเรา |
| |
5. การเป็น member ของสมาคมศิษย์เก่า "โรงเรียนภาษี" ... นอกจากจะเป็นช่องทางศึกษา/แก้ปัญหาร้องทุกข์ภาษี... ยังมีโอกาสพบปะศิษย์เก่า ที่เป็นนักธุรกิจ หรือผู้บริหารระดับสูงของวงการต่างๆ ... ย่อมส่งผลบวกทุกด้าน ต่อทั้งตัวนักศึกษา และองค์กรของตนได้เป็นอย่างดี |
| |
|
| |
Q : ใคร...ที่ควรเข้าเรียน "โรงเรียนภาษี" |
| |
A : ทุกคนที่มีรายได้ และเกี่ยวข้องกับธุรกิจ/การบริหารธุรกิจ... จำต้องมีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องภาษีอากร... เพราะเป็นต้นทุนสำคัญ ซึ่งมักปฎิบัติผิดพลาดกันอยู่เสมอ... อาทิ |
| |
1. ผู้บริหารระดับสูง (CEO, Executive Manager) เพื่อต้องการมีความรู้ความเข้าใจ และเกิดมุมมองมนการบริหารภาษี โดยนั่งเป็นประธานของคณะทำงาน
เพื่อวางแผนภาษีได้อย่างมั่นใจ |
| |
2. Controller, ผู้อำนวยการฝ่ายบัญชี / การเงิน, สมุห์บัญชี |
| |
3. ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย, นักกฎหมาย, ฝ่ายทำสัญญาธุรกิจ |
| |
4. ผู้สอบบัญชี, Internal Auditor ฯลฯ |
| |
5. ที่ปรึกษาภาษีอากร, ที่ปรึกษาธุรกิจ / การเงิน / การตลาด / กฎหมาย เป็นต้น |
| |
6. เจ้าของกิจการ SMEs, ผู้บริหารกิจการในครอบครัว |
| |
7. ผู้สนใจทั่วไป... ที่ต้องการมีความรู้ภาษีอากร |
| |
|
| |
Q : ท่าน..เหมาะกับหลักสูตรใดของ "โรงเรียนภาษี" |
| |
A : ทุกหลักสูตรไม่จำกัดวุฒิการศึกษา
หลักสูตรที่ 1 3 ควรต้องมีประสบการณ์การทำงานที่เกี่ยวข้อง ทางด้านบัญชี กฎหมาย และภาษี |
| |
หลักสูตร 4 - 8 ควรมีประสบการณ์การทำงานที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย ภาษี และการบริหาร (ไม่มีพื้นฐานทางบัญชีก็สามารถเข้าศึกษาได้) |
| |
หลักสูตรที่ 9 ควรต้องมีประสบการณ์การทำงานที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย ภาษี
และการบริหาร และควรมีความรู้ทางด้านภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี |
| |
|
| |
Q : หลักสูตรที่ 1 - 4 มีความแตกต่างกันอย่างไร |
| |
A : ทั้ง 4 หลักสูตรจะมีการเรียนพื้นฐานความรู้ทางด้านภาษีเหมือนกัน โดยมีส่วนแตกต่างกันดังนี้
หลักสูตรที่ 1 มีหมวดวิชา Workshop ซึ่งสามารถทดลองวิเคราะห์และปฏิบัติงานจริงและสอบทานการเสียภาษีให้ถูกต้อง
หลักสูตรที่ 2 จะเป็นขั้น Advance ขึ้นไป เนื่องจากมีหมวดวิชาการวางแผนภาษีและการบริหารภาษีสำหรับธุรกิจทั่วไป ซึ่งสามารถวางแผนเพื่อประหยัดภาษีจาก 100 ให้เหลือ 80 ได้และต้องถูกต้องตามที่สรรพากรกำหนดไว้ด้วย
หลักสูตรที่ 3 คล้ายกับหลักสูตรที่ 2 แต่มุ่งเน้นกิจกรรมสำหรับธุรกิจระหว่างประเทศ
หลักสูตรที่ 4 สำหรับผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการ (ไม่มีความรู้ทางด้านภาษีอากร บัญชี กฎหมาย ก็สามารถเรียนได้) โดยวิชาพื้นฐานจะเน้นเป็นบางวิชาที่จำเป็นต้องใช้และเจออยู่บ่อยๆ รวมทั้งมีการทำ Workshop เพื่อเพิ่มความรู้ความเข้าใจและมีการวางแผนภาษีอีกเล็กน้อยสำหรับธุรกิจผลิตสินค้าและธุรกิจบริการเพื่อให้สามารถมองภาพรวมของกิจการได้ และวางแผนบริหารภาษีในองค์กรได้
|
| |
|
| |
Q : หากต้องการเรียนเพื่อเป็น Tax Consultant จะเรียนหลักสูตรไหนดี |
| |
A : สำหรับผู้ที่ประสงค์จะเข้าเรียนเพื่อเป็น Tax Consultant หรือผู้ที่ไม่มีพื้นฐานภาษีควรเริ่มจากหลักสูตรที่ 1 แล้วไปเรียนเพิ่มเติมหมวดวิชา Major ภาษีสำหรับธุรกิจทั่วไป (General Business) ในหลักสูตรที่ 2 หรือเรียนเพิ่มหมวดวิชา Major ภาษีระหว่างประเทศ (International Taxation) ในหลักสูตรที่ 3 ซึ่งจะเปิดให้เฉพาะนักศึกษาที่เคยเรียนหลักสูตรที่ 1 แล้วต้องการเรียนเพิ่มเติมใน Major พิเศษ ซึ่งไม่ต้องลงเรียนหมวดวิชากฎหมายภาษี และหมวดวิชาการบัญชีภาษีอากรอีก
|
| |
|
| |
Q : ต้องใช้เวลาในการศึกษาเท่าไร |
| |
A : โรงเรียนภาษีมีระยะเวลาเรียนที่ทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยเปิดสอนเฉพาะวันเสาร์
|
| |
- หลักสูตรที่ 1 - 4 เวลาเรียนประมาณ 7 เดือน
- หลักสูตรที่ 5 - 8 เวลาเรียนประมาณ 3 - 4 สัปดาห์
- หลักสูตรที่ 9 เวลาเรียนประมาณ 2 สัปดาห์
|
| |
|
| |
Q : เปิดรับสมัครและทำการสอนช่วงใด |
| |
A : โรงเรียนภาษี มีการเปิดการเรียนการสอนปีละ 2 รุ่น |
| |
- รุ่นที่ 1 เปิดเรียนช่วงเดือน มิถุนายน โดยเปิดรับสมัคร ตั้งแต่ เดือน มกราคม เป็นต้นไป
- รุ่นที่ 2 เปิดเรียนช่วงเดือน ตุลาคม - พฤศจิกายน โดยเริ่มเปิดรับสมัครตั้งแต่ เดือน กรกฎาคม เป็นต้นไป
หลักสูตร 1-4 รับไม่เกิน 40 ท่าน ต่อ หลักสูตร หลักสูตร 5-9 รับไม่เกิน 20 ท่านต่อหลักสูตร |
| |
|
| |
Q : รูปแบบการเรียนการสอนเป็นแบบใด |
| |
A : รูปแบบการเรียนการสอนเป็นแบบโรงเรียน กล่าวคือ มีการเรียนการสอนและมีการสอบ โดยจะวัดผลเป็นรายหมวดวิชา สามารถพบปะอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อปรึกษาปัญหาทางด้านภาษีนอกห้องเรียน พรัอมกับกลุ่มเพื่อนใหม่ต่างวิชาชีพเพื่อสร้างความสัมพันธ์ในการทำธุรกิจในอนาคต
|
| |
|
| |
Q : หลักสูตรของโรงเรียนภาษี มีสิทธิประโยชน์อะไรบ้าง |
| |
A : ตอนนี้หลักสูตรโรงเรียนภาษี (1-5 , 7-8) สามารถนับชั่วโมง CPD ได้ และค่าเล่าเรียนสามารถลงเป็นรายจ่างทางภาษีได้ถึง 200 % |
| |
|
| |
Q : หากมีความรู้พื้นฐานทางด้านภาษีดีอยู่แล้ว ขอเรียนเฉพาะหมวดที่สนใจได้หรือไม่ |
| |
A : จากที่โรงเรียนภาษีกำหนดให้มีการเรียนหมวดวิชากฎหมาย และทฤษฎีภาษีก่อน (ในหลักสูตรที่ 1- 4) มีวัตถุประสงค์เพื่อปูพื้นความรู้พื้นฐานและเพิ่มความเข้าใจในตัวบทกฎหมาย ซึ่งเป็นหัวใจของโรงเรียนภาษีที่ ต่างจากการสัมมนาทั่วไป เพราะทางโรงเรียนภาษีมุ่งสอนทฤษฎี แนวคิด concept เจตนารมณ์ของกฎหมาย ซึ่งเป็นฐานสำคัญของการศึกษาภาษีอากร หากเข้าใจอย่างถูกต้องและลึกซึ้งจะสามารถมองประเด็นปัญหาได้อย่างทะลุ สามารถแก้ปัญหาและ/หรือวางกลยุทธ์ภาษีได้อย่างเหมาะสมลงตัว
|
| |
การศึกษาวิชาภาษีอากรในระดับมหาวิทยาลัยก็ดี ในวงการสัมมนาทั่วไปก็ดี ล้วนเป็นการอธิบายระเบียบปฏิบัติ หลักเกณฑ์ที่หยุมหยิมในเชิง Technician ทำให้ผู้เข้าเรียนดูประหนึ่งว่ารู้โดยการท่องจำ ซึ่งเมื่อข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปจากโจทย์ที่เคยรู้ก็มักเข้าใจผิด (เพราะไม่เข้าใจ) ทำให้เกิดการปฏิบัติผิดพลาดต้องเสียเบี้ยปรับเงินเพิ่มโดยใช่เหตุ และไม่สามารถประยุกต์ใช้กฎหมายและหลักเกณฑ์ทางภาษีอากรให้เหมาะสมถูกต้อง และไม่สามารถชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่อย่างมีหลักเกณฑ์ จนทำให้กรณีโต้แย้งยุติลงด้วยดี
|
| |
|
| |
Q : หากสัปดาห์ใด ไม่ได้มาเรียนจะทำอย่างไร |
| |
A : หากสัปดาห์ใดขาดเรียน สามารถขอเข้าชม VCD ย้อนหลังของวันที่ขาดเรียนได้
ทั้งนี้การเข้าชม VCD สามารถเข้าชมได้วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-17.00 น. โดยแจ้งเจ้าหน้าที่โรงเรียนภาษีล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน และนำบัตรนักศึกษามาแสดงด้วย
|
| |
|
| |
|